loading...

สรุป ดราม่า บิงชู น้ำแข็งไสหัวใจเกาหลี แบบรวบรัด ธุรกิจข้ามชาติ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด จนถึงหุ้นส่วนตัวร้ายกับผู้ชายเกาหลี

โพสต์โดย: admin | เมื่อ: 2016-12-23 22:42| เปิดอ่าน: 502| ความคิดเห็น: 0

สรุป มาม่าบิงชู น้ำแข็งไสหัวใจเกาหลี แบบรวบรัด ธุรกิจข้ามชาติ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด จนถึงหุ้นส่วนตัวร้ายกับผู้ชายเกาหลี
สำหรับคนที่ตามเรื่องดราม่า ร้านบิงชู ลองมาอ่าน เข้าใจได้กระจ่างกันเลยทีเดียว
0.jpg
ภาพไม่เกี่ยวกับบทความ

#สรุป มาม่าบิงชู น้ำแข็งไสหัวใจเกาหลี แค่กินบิงชูแล้วเขียนกระทู้รีวิว มันพากันออกทะเลไปเรื่องบริหารจัดการ ธุรกิจข้ามชาติ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด จนถึงหุ้นส่วนตัวร้ายกับผู้ชายเกาหลีอะไรกันขนาดนี้ได้ยังไง ตามเผือก #เบื้องลึก(ขยับแว่น)กันได้ใน #สรุปเดียว

15626282_1821636601444821_7300569208279653751_o.jpg

1. คืองี้... เมื่อวันพุธที่แล้ว (14 ธ.ค.) มีชาวเนตท่านหนึ่งมาโพสท์บ่นในพันทิพว่า ปกติเป็นแฟนประจำร้านบิงชู น้ำแข็งไสเกาหลี เจ้านึง กินบ่อยจนจำเมนูได้ละ แต่วันก่อนไปกินที่รังสิต แล้วไม่ประทับใจ ราคาโปรเดิม ที่เพิ่มเติมคือลดคุณภาพและปริมาณ นี่มันคืออัลไลคะ โกดๆ

2. ผ่านไป 2 วัน หุ้นส่วนร้านคนหนึ่ง (ซึ่งต่อไปเราจะเรียกว่า ฝ่ายหญิง) เข้ามาตอบว่า อ้อ สาขานั่นไม่ใช่ของร้านจ้า เป็นคนรู้จักเอาแบรนด์ไปทำ แต่ไม่รู้บริหารยังไงมีการปรับสูตร ตอนนี้เลยบอกให้เลิกใช้แบรนด์ร้านแล้ว ต่อไปไม่เกี่ยวกันแล้วค่า ...จขกท.ก็โอเค ไม่ติดใจอะไร ยังรักแบรนด์เหมือนเดิม ทุกคนแฮปปี้ แยกย้ายๆ

3. แต่เรื่องมันไม่จบดิ เพราะวันถัดมา หุ้นส่วนร้านอีกคน (ซึ่งเราจะเรียกว่า ฝ่ายชาย) ก็มาแฉกลางวงประมาณว่า "จริงๆ ผมต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องในร้าน แต่ผมโดนหุ้นส่วนโกงยักยอกร้านไป" เสร็จแล้วก็โยนคลิปที่เคยไปออกรายการทีวีด้านกฎหมายให้ดูว่าเรื่องเป็นยังไง หูย...คนก็ซี้ดปากกันด้วยความ แซ่บ! มาม่าจึงบังเกิด ณ จุดนี้

4. ไม่ทันข้ามวัน ฝ่ายหญิงก็กลับมาโต้คืน อธิบายเรื่องสัดส่วนหุ้น เรื่องอดีตต่างๆ มีตัวละครใหม่โผล่มาอีก คือชายเกาหลีที่เป็นหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งรู้จักกันตอนทำร้านชานม แล้วชวนกันมาทำร้านบิงชู และเรื่องยิ่งพีคเมื่อฝ่ายหญิงเฉลยว่าเคยเป็นแฟนฝ่ายชายมาก่อน แต่เลิกกันแล้วก่อนมาทำร้านบิงชูด้วยกัน แต่ฝ่ายชายโต้ว่าเราคบกันมาตั้งนาน ตอนยังทำร้านชานมไข่มุกกันที่เอกมัยก็ยังคบกันอยู่นิ เพิ่งมาเลิกเอาตอนหลังจากเริ่มทำร้านบิงชูได้แค่เดือนเดียว เพราะจับได้ว่าฝ่ายหญิงแอบคุยกับชายเกาหลีหุ้นส่วนใหม่!! (หูย.. มาม่า 2 ห่อใส่ไข่จัดมา)

5. แต่ช้าก่อน เรื่องคบๆเลิกๆอะไร มันก็เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่สาระสำคัญของดราม่านี้ ประเด็นคือมีการกล่าวหาเรื่องการยักยอกหุ้นของร้าน โดยฝ่ายชายสงสัยว่าโดนฝ่ายหญิงรวมหัวกับชายเกาหลีโกงสัดส่วนหุ้น ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็มีหลักฐานและคำอธิบายหลายอย่างที่แก้ต่างว่าไม่ได้ทำ

6. ฝ่ายหญิงเล่าว่า ตอนตั้งบริษัทในช่วงแรกหนุ่มเกาหลียังไม่ได้วีซ่าทำงาน เลยใช้วิธีฝากหุ้นไว้ที่ฝ่ายชายก่อน แล้วค่อยมาโอนคืนเมื่อหนุ่มเกาหลีได้วีซ่าทำงานเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น ตอนตั้งบริษัทจะมีผู้ถือหุ้น 3 คนก็คือ ฝ่ายหญิง 49.95% ฝ่ายชาย 49.95% และพ่อฝ่ายชาย 0.1%

(ความรู้คู่ดราม่า1: การเปิดบริษัทจำกัดในไทย ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คนนะจ๊ะ และบริษัทไทยที่จะถือว่าคนไทยเป็นเจ้าของ จะต้องเป็นบริษัทซึ่งถือหุ้นข้างมากโดยคนไทยมากกว่า 50% ขึ้นไป เช่น 50.0001% นี่ก็ถือว่าข้างมากได้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมจัดกันที่ 51:49 ให้เข้าใจง่าย)

7. ฝ่ายชายบอกว่าทีแรกคุยกัน จะมีหุ้นส่วน 4 คน จะลงเงินคนละล้าน รวม 4 ล้าน ได้หุ้นเท่าๆกันไป 25% แต่นายเกาหลีเสนอว่าฝ่ายชายลงแค่ 4 แสนก็พอ ที่เหลือเดี๋ยวนายเกาหลีโปะให้ ถือว่าฝ่ายชายลงแรงแทนค่าหุ้นไป ..โห ดีลดีเวอร์ขนาดนี้ ลงทุนแค่ 4 แสน แต่ได้หุ้นเท่า 1 ล้าน ฝ่ายชายก็โอเค ช่วยลงแรงทำร้าน กะว่าเดี๋ยวตอนปรับสัดส่วนหุ้นจะได้หุ้นจากแรงที่ลงไปด้วย (เราไม่รู้ว่าดีลนี้มีจริง หรือฝ่ายชายมโนไปเอง เพราะยังไม่มีใครเอาหลักฐานส่วนนี้มาเปิด ฝ่ายหญิงก็ไม่ได้พูดอะไรในจุดนี้ด้วย ซึ่งความจริงในทางธุรกิจมันก็เป็นไปได้จริง ถ้านายทุนใจป้ำยอมออกเงินให้คนทำงานได้ลงแรงแลกหุ้น)

(ความรู้คู่ดราม่า2: ในทางกฎหมาย รัฐไม่รับรู้นะจ๊ะ ว่าใครหุ้นลงเงิน หุ้นลงแรง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะยึดเอาตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ. 5) ว่าใครถือหุ้นเท่าไหร่)

8. ปรากฏว่าหลังจากเปิดร้านแรกที่สยามในเดือน ธ.ค. 57 ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงก็เริ่มทะเลาะกันบ่อย จนทะเลาะกันหนักช่วงเดือน ม.ค. 58 ซึ่งฝ่ายชายบอกว่าเพราะจับได้เรื่องแอบคุยกับนายเกาหลี แต่ฝ่ายหญิงบอกว่าเพราะปัญหาเรื่องทำร้านที่คิดเห็นต่างกัน (เพราะสำหรับฝ่ายหญิงคือเลิกกันมาตั้งแต่ก่อนทำร้านบิงชูแล้วไง จำไม่ได้เหรอ)

9. พอถึงเดือน ก.พ. 58 ฝ่ายหญิงบอกว่าฝ่ายชายเริ่มไม่เข้ามาดูแลร้าน ติดต่อไรก็ไม่ได้ เรื่องวานฝ่ายชายให้ช่วยยื่นวีซ่าทำงานให้นายเกาหลีก็ไม่คืบหน้า จนโดนเกาหลีปรับเงินเพราะอยู่เกิน ต้องกลับเกาหลีไปทำวีซ่ามาใหม่ แต่ฝ่ายชายโต้ว่าก็ยังช่วยดูร้านตลอดนะ มีแชทไลน์เป็นหลักฐานไง สุดท้ายฝ่ายชายถูกห้ามเข้าร้านตั้งแต่ 24 ก.พ. 58 ฝ่ายชายก็งงกันไป อ้าวร้านตัวเอง ทำไมโดนห้ามเข้า ฝ่ายหญิงบอก ก็พิจารณาตัวเองนะ ทำไรไว้ล่ะ

(ความรู้คู่ดราม่า3: ถ้าบริษัทไหนอยากขอวีซ่าทำงาน (Work Permit) ให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นใหญ่ได้ ต้องมีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท (สำหรับชาวต่างชาติ 1 คน) และชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ของทุน)

10. พอถึง มี.ค. 58 นายเกาหลีได้วีซ่ากลับมาใหม่ ฝ่ายหญิงติดต่อไปให้ฝ่ายชายมาเซ็นปรับสัดส่วนหุ้นให้จบซะที บอกว่าปรับแล้วจะเหลือหุ้น 8.36% ตามเงินลงทุน 3.7แสนของฝ่ายชายนะ ฝ่ายชายก็เริ่มเซ็งละ ที่คุยกันไว้มันไม่ใช่อย่างงี้นี่หว่า เลยตอบกลับไปว่า ช่างแม่ง อยากทำไรก็ทำ มีกรรมการครบ 2 คนก็เซ็นกันเองไปดิ ว่าแล้วก็เงียบหายไม่ติดต่อ

(ความรู้คู่ดราม่า4: การจดทะเบียนบริษัท เราต้องระบุด้วยว่าใครจะสามารถลงชื่อแล้วมีผลผูกพันกับบริษัทได้บ้าง อย่างเช่นบริษัทที่เป็นประเด็นอยู่นี้ระบุไว้ว่าต้องเป็นกรรมการ 2 คนลงชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัท)

11. จนวันที่ 16 เม.ย. 58 ฝ่ายชายแชทหาฝ่ายหญิงให้มาคุยกันลับๆ ไม่ให้นายเกาหลีรู้ เพราะไม่ไว้ใจนายเกาหลีแล้ว ฝ่ายหญิงไม่รู้ว่าฝ่ายชายต้องการอะไร เลยส่งพ่อไปคุย พร้อมกับอัดเทปเสียงมาด้วย ฝ่ายชายเสนอให้หาวิธีไล่นายเกาหลีกลับประเทศไปซะ เพราะไม่ใช่คนดี ทำงานด้วยไม่ได้ ส่วนจะวิธีอะไรก็ค่อยว่ากัน ฝ่ายหญิงมองว่าแบบนี้มันไม่ซื่อกับนายเกาหลีนี่หว่า เลยไม่เล่นด้วย (ช่วงนี้ฝ่ายชายไปลงบันทึกประจำวันเรื่องโดนยักยอกหุ้นไว้แล้ว ฝ่ายหญิงพยายามคุยไม่ให้แจ้งความ)

(ความรู้คู่ดราม่า5: เพื่อป้องกันกรรมการไปงุบงิบเปลี่ยนผู้ถือหุ้นโดยพลการ กฎหมายกำหนดให้การโอนหุ้นแบบระบุชื่อผู้ถือหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน และมีพยานอย่างน้อย 1 คนลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อนั้นๆ และต้องแถลงเลขหมายของหุ้นที่โอนด้วยถึงจะสมบูรณ์)

12. พอฝ่ายชายโดนปรับสัดส่วนหุ้น จะเข้าร้านก็โดนห้าม แถมฝ่ายหญิงก็ไม่สนใจ ฝ่ายชายก็เริ่มหาทางดำเนินคดี เรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง คดีแรกไปฟ้องศาลแรงงานว่าไม่ได้รับค่าแรง 5 เดือน (ธ.ค.57 - เม.ย.58) แต่ตอนหลังศาลแรงงานยกฟ้องเพราะมองว่าฝ่ายชายไม่ใช่ลูกจ้าง แต่เป็นกรรมการ ให้ไปฟ้องศาลแพ่งแทน (แต่ศาลแพ่งบอกว่าคดีค่าแรงต้องไปฟ้องศาลแรงงาน)

(ความรู้คู่ดราม่า6: ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน ผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ไม่ถือเป็นลูกจ้างบริษัท)

13. อีกทางหนึ่งฝ่ายชายก็พยายามดำเนินคดีเรื่องถูกยักยอกหุ้น จากเดิมมี 49.5% ถูกโอนหุ้นออกจนเหลือ 8.36% ซึ่งอันนี้ก็ต้องไปว่ากันในชั้นศาลต่อ ว่ามีการตกลงเรื่องสัดส่วนหุ้นกันไว้ยังไงบ้าง คดียังไม่จบ อาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกก็เป็นได้

14. นอกจากนั้นก็ยังไปออกรายการ Opal Law เฟิร์ม เพื่อขอปรึกษาเรื่องคดีความ รายการออกอากาศ 15 มิ.ย. 58 แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเป็นร้านอะไร เพราะไม่ได้พูดถึงชื่อร้าน

15. และในระหว่างที่มีปัญหานี้ เรายังเสือกทราบมาว่า ฝ่ายหญิงและนายเกาหลีได้ไปเปิดบริษัทใหม่กัน 2 คน บริษัทจดเดือน ก.ค. 58 ก็ไม่รู้ว่าทำร้านอะไร เพราะในข้อมูลบริษัทระบุแค่ว่าเป็นบริการร้านอาหารเหมือนบริษัทแรก ที่น่าสนใจคือ ดูจากงบปี 58 ที่ยื่นส่งกรมพัฒนาธุรกิจฯ เอาแค่กำไรสุทธิครึ่งปีก็มากกว่าบริษัทแรกทั้งปีแล้ว

#สรุป1 ฝ่ายชาย ร่วมกับฝ่ายหญิงและนายเกาหลี ช่วยกันตั้งร้านบิงชู ต่างคนก็ลงทุนลงแรงกันตามสัดส่วน แต่ตอนหลังมีปัญหากันทั้งเรื่องร้านและเรื่องหัวใจ ฝ่ายชายโดนห้ามเข้าร้าน พอจะขอค่าแรงก็ไม่ได้ เสียทั้งเวลา เสียทั้งคนรัก แต่จุดสำคัญของคดีนี้คงต้องไปลุ้นเอาเรื่องการปรับเปลี่ยนสัดส่วนหุ้นบริษัท ว่ามีการทำอย่างถูกขั้นตอนตามข้อตกลงกันหรือไม่อย่างไร เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องได้รับการยินยอมจากผู้ถือหุ้นเดิม ไม่ใช่ว่าเอาแค่กรรมการผู้มีอำนาจก็เซ็นโอนหุ้นกันได้เอง แต่ทั้งนี้เราก็ไม่เห็นเอกสารทั้งหมดจริง จึงสรุปอะไรในคดีนี้ไม่ได้จ้ะ

#สรุป2 ส่วนเรื่องค่าแรงต้องขอบอกว่าน่าจะ "ยาก" เพราะฝ่ายชายอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการ ไม่ใช่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ยกเว้นว่าจะมีเอกสารการจ้างงานหรือมติที่ประชุมให้จ่ายค่าแรง ซึ่งถ้าบริษัทมีมติไม่จ่าย หรือจ่ายแค่บางคนก็ทำได้ ไม่ผิดกฎหมายด้วย เพราะปกติผู้ถือหุ้นจะได้เงินจากปันผลแทน แต่ถ้าบริษัทไม่จ่ายปันผลด้วย อันนี้ก็จบ กอดใบหุ้นกันไปเหงาๆอย่างนั้น

#สรุป3 จริงๆ ช่วงนี้แอดงานยุ่งสุดๆ จนไม่มีเวลาเขียนสรุปอะไรเลย บิงชูนี่ก็ว่าจะไม่เขียนละ แต่นี่อินบ๊อกเพจแทบจะระเบิดเพราะขอกันเข้ามาเยอะมาก โอเค นี่ตามใจแฟนานุแฟน กันสุดๆ ปลุกพลังเผือกในตัวจนกลั่นออกมาเป็นสรุปนี้ได้

ที่มา


loading...
ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้