ที่มาของกระจกเงา

โพสต์โดย: admin | เมื่อ: 2011-5-30 09:47| เปิดอ่าน: 3815| ความคิดเห็น: 0

ที่มาของกระจกเงา

0000.jpg


เพราะน้ำสามารถสะท้อนภาพได้  น้ำจึงนับเป็นกระจกบานแรกของมนุษยชาติ



     ต่อมาในยุคสำริด (ประมาณ ๓,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล) จึงได้มีการคิดประดิษฐ์กระจกจากแผ่นโลหะ โดยนำมาขัดให้เป็นมันวับสะท้อนภาพได้  นอกจากนี้ยังมีขนาดพอเหมาะ สามารถถือหรือพกติดตัวไปไหนมาไหนได้

     ทางแถบเมโสโปเตเมีย ชาวสุเมเรียนมักเข้าด้ามกระจกโลหะด้วยไม้  งาช้าง  หรือไม่ก็ด้วยทองคำ  ส่วนชาวอียิปต์จะแกะสลักด้ามถือของกระจกเป็นลวดลายวิจิตรสวยงามมาก ที่นิยมคือแกะเป็นรูปสัตว์ ดอกไม้ และนกต่าง ๆ ในบรรดากระจกที่พบตามสุสานของชาวอียิปต์  ลายที่พบมากที่สุดเป็นภาพคนกำลังทำท่ายกตัวกระจกส่วนบนอยู่

     สมัยนั้น  มีชาวอิสราเอลมาเรียนงานฝีมือจากชาวอียิปต์ไม่น้อยชาวอิสราเอลจึงพากันนิยมกระจกโลหะตามไปด้วย เล่ากันว่า เมื่อโมเสสต้องการจะทำอ่างทองเหลืองวางบนแท่นบูชาสำหรับใช้ในพิธีกรรม เขาได้สั่งให้ผู้หญิงชาวอิสราเอลทุกคนสละกระจกเพื่อใช้หลอมเป็นอ่าง  และกระจกที่รวบรวมได้นั้นมีจำนวนมากถึงกับเหลือทำฐานอ่างได้อีกด้วย

     ต่อมาเมื่อ ๓๒๘ ปีก่อนคริสตกาล  ชาวกรีกได้ตั้งโรงเรียนสอนทำกระจกขึ้น  การทำกระจกเป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน และความประณีต  คือในการขัดกระจกจะต้องไม่ให้แผ่นโลหะด้านที่ใช้สะท้อนภาพเป็นรอยขีดข่วนเพราะเม็ดทรายที่ใช้ขัด กระจกของกรีก มี ๒ แบบ คือ แบบแผ่นกลมกับแบบทำเป็นกล่องเปิดและปิดได้

     แบบแผ่นกลม  ด้านหน้าจะขัดเป็นเงา ส่วนด้านหลังแกะหรือประดับตกแต่งให้เป็นภาพนูนสวยงาม  บางบานจะมีขาสำหรับตั้งบนโต๊ะได้ด้วย
     ส่วนแบบกล่องนั้น  เป็นแผ่นกระจกสองบานประกบเข้าหากันเหมือนเปลือกหอย  ด้านหนึ่งขัดจนเป็นเงาสะท้อนภาพได้  ส่วนอีกด้านเป็นเหมือนฝาปิดจึงไม่ขัด ปล่อยให้ด้านไว้

     การทำกระจกเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูมากในหมู่ชาวอีทรัสคัน  และชาวโรมัน กล่าวได้ว่าโลหะทุกชนิดทั้งที่หาได้ในเมืองหรือสั่งเข้ามาจะนำมาขัดให้เป็นมันจนสะท้อนเงาได้ทั้งสิ้น  แต่โลหะที่นิยมมากคือเงิน เพราะให้ภาพสะท้อนที่สมจริงกว่า  ต่อมาเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อนคริสตกาลกระจกเงินเสื่อมความนิยมลง  ผู้คนหันมาสนใจกระจกทองแทน  มีบันทึกเขียนไว้ว่า  แม้แต่สาวใช้ในบ้านเศรษฐียังอยากได้กระจกทองมาก ถึงกับยอมแลกกับค่าจ้าง

     กระจกที่เป็นโลหะขัดมันนิยมใช้กันเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ. ๑๓๐๐จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อมีการพัฒนาการทำแก้วให้เป็นกระจกได้

     แต่เดิมแม้จะมีการหลอมและเป่าแก้วเป็นขวด  แก้วน้ำ  และเครื่องประดับกันแล้ว  แต่การนำมาทำเป็นกระจกเงานั้นเริ่มในปี ค.ศ. ๑๓๐๐ ที่เมืองเวนิส  โดยฝีมือของช่างเป่าแก้วชาวเวนิส

     งานเป่าแก้วนับได้ว่าเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยมที่ช่างทั้งหลายจะต้องพยายามค้นหาวิธีการใหม่ ๆ  แต่งานทำกระจกสมัยนั้นจะสำเร็จได้ก็ด้วยฝีมือของผู้ที่มีความชำนาญอย่างยิ่งเท่านั้น เพราะแก้วต่างจากโลหะ ไม่สามารถขัดเพื่อให้เป็นเงาสะท้อนภาพได้ ตอนเทเนื้อแก้วเป็นแผ่นบางจึงต้องใช้ฝีมือและความชำนาญให้ได้แผ่นกระจกเรียบในครั้งเดียว  อย่างไรก็ตาม  ช่วงแรก  ๆ  กระจกที่ได้ก็ยังขุ่นและให้ภาพบิดเบี้ยวอยู่

     เวนิสในช่วงศตวรรษที่ ๑๔  นั้น  ภาพพจน์ในสังคมเป็นสิ่งสำคัญมาก  ผู้มีฐานะทั้งชายและหญิงจะอวดความมั่งมีโดยสวมสร้อยคอทองคำมีกระจกห้อยเป็นเหมือนจี้เพชร  แม้ภาพที่ปรากฏในกระจกจะดูแย่เพียงไร  แต่ภาพพจน์ของคนที่สวมจี้กระจกแก้วในสายตาคนอื่นแล้วกลับเป็นภาพของคนร่ำรวยมั่งคั่ง  นอกจากกระจกประดับสร้อยแล้วผู้ชายยังนิยมนำกระจกแก้วเล็ก ๆ  ประดับที่ด้ามดาบ ส่วนบรรดาเชื้อพระวงศ์จะสะสมกระจกแก้วที่เข้ากรอบด้วยงาช้างบ้าง  เงินหรือทองบ้าง  เพื่ออวดกันมากกว่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ กระจกแก้วยุคแรก ๆ  จึงใช้สะท้อนแสงมากกว่าสะท้อนภาพ  เพราะใช้ส่องดูได้ไม่ดีแต่กลับกลายเป็นของประดับที่มีค่า

     คนสมัยต่อ ๆ  มาพยายามปรับปรุงกระจกให้มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปี ๑๖๘๗  ชาวฝรั่งเศสชื่อ  Bernard Perrot  จึงสามารถคิดวิธีเทเนื้อแก้วเป็นแผ่นกระจกให้เรียบไม่ขรุขระได้  และใช่แต่จะพัฒนากระจกมือถือให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เขายังประดิษฐ์กระจกแก้วให้มีแผ่นบางและยาวขนาดสามารถส่องคนได้เต็มตัวอีกด้วย


www.bbberry.net

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”



ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้